ข้อมูล นาย สาคร เกี่ยวข้อง

รูปภาพของฉัน
ประวัติ สส.สาคร เกี่ยวข้อง -บุตร นายกงซิ่น นางดลใจ เกี่ยวข้อง -สมรส กับ นาง เพชรารัตน์ เกี่ยวข้อง(จิวากานนท์) -มีบุตร ๑ คน ดช.สถาปนา เกี่ยวข้อง ประวัติการศึกษา มัธยมศึกษา :โรงเรียนอำมาตย์พานิชนุกูล จ.กระบี่ เตรียมอุดมศึกษา :โรงเรียนสันติราษฎร์ วิทยาลัย กทม.ปริญญาตรี :เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กรุงเทพฯ ปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฎภูเก็ต ตำแหน่งปัจจุบัน : -สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร -โฆษกกรรมาธิการกิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร -กรรมาธิการการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร -การทำงานที่ผ่านมา:-เป็นรองประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ -เป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่-อดีตกรรมการบริหารหอการค้า จ.กระบี่-

วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2552

คำต่อคำ ผู้แทนราษฎรของพี่น้อง จ.กระบี่ อภิปราย พรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553




กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผมนายสาคร เกี่ยวข้อง

สภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ วันนี้ถือได้ว่าเป็นวันที่สำคัญอีกวันหนึ่งของกระบวนการฝ่ายนิติบัญญัติ นั่นคือการพิจารณาพระราชบัญญัติ ซึ่งมีความสำคัญต่อประเทศ ต่อความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศเช่นกัน ดังนั้น พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 จึงมีความสำคัญที่ฝ่ายนิติบัญญัติจะต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน รอบคอบ โดยยึดถือประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชน โดยยึดถือประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชนเป็นหลักสำคัญในการพิจารณา

ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งในการจัดทำงบประมาณของรัฐบาลในปีงบประมาณปี พ.ศ. 2553 เหตุผลเพราะว่าผมได้ตรวจได้พิจารณารายละเอียดแล้วเป็นการจัดทำงบประมาณที่สอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน

และประการสำคัญครับท่านประธาน เป็นการจัดทำงบประมาณที่สอดคล้องกับนโยบายที่ได้แถลงไว้เมื่อครั้งที่ท่านนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้แถลงต่อรัฐสภาไว้ เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2551 ในเรื่องของภาคการท่องเที่ยวและบริการ ซึ่งรัฐบาลได้ให้ความสำคัญ ต่อภาคการท่องเที่ยวเป็นอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบกับรัฐบาลชุดที่ผ่าน ๆ มา

ท่านประธานครับ เพื่อให้เป็นการเข้าใจอย่างเป็นระบบ กระผมขอย้อนไปถึงนโยบายของรัฐบาลที่เกี่ยวกับภาคการท่องเที่ยว เพื่อจะได้ชี้ประเด็นให้เห็นว่าการจัดสรรงบประมาณในปีนี้สอดคล้องกันหรือไม่ อย่างไร

ท่านประธานครับ งบประมาณในปีนี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ตั้งไว้ 4,113,141,200.- บาท ซึ่งตามคำสัญญาที่รัฐบาลได้ให้ไว้กับพี่น้องประชาชนเมื่อครั้งแถลงนโยบายถือได้ว่าเป็นการจัดสรรงบประมาณที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์กับพันธกิจที่รัฐบาลได้วางไว้ ซึ่งกระผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับการจัดทำงบประมาณในครั้งนี้

ประเด็นที่ผมจะขอกล่าวถึงมีเพียงไม่กี่ประเด็นครับ

1. มาตรา 9 นี้ ได้กำหนดตั้งงบประมาณไว้เป็นจำนวน 4,113,141,200.- บาท

ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งคือ ข้อ 1 วงเล็บ 2 คืองบประมาณที่ตั้งไว้เพื่อใช้ในแผนงานปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวและบริการเป็นจำนวน 479,063,500.- บาท ซึ่งผมจะขอชี้ให้ท่านประธานเห็นว่า ตรงครับท่านประธาน ตรงตามที่ได้แถลงไว้ในการแถลงนโยบาย ไม่ว่าจะเป็น

ข้อ 4.2.3.1 ที่ได้แถลงไว้ว่าจะขยายฐานภาคบริการในโครงสร้างการผลิตของประเทศ

ข้อ 4.2.3.2 ที่ได้แถลงไว้ในเรื่องของการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทั้งของรัฐและเอกชนโดยรักษาและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเดิมที่มีอยู่แล้ว

ข้อ 4.2.3.3 ที่ได้แถลงไว้ว่าจะพัฒนามาตรฐานบริการด้านการท่องเที่ยว

ท่านประธานครับ ซึ่งจะเห็นได้ว่ารัฐบาลชุดนี้ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวและบริการ เหตุผลก็เพราะว่าการที่จะให้ภาคการท่องเที่ยวเข้มแข็ง สร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างมีหลักเกณฑ์ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยว จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งครับ

2. ในข้อ 3 วงเล็บ 1 ก็เช่นเดียวกันครับ ที่ได้จัดสรรงบประมาณในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวและบริการ ของสำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยวเป็นจำนวน 741,072,600.- บา ซึ่งผมไม่ขอกล่าวในประเด็นนี้ซ้ำอีก

3. ประเด็นที่ผมจะพูดในประเด็นนี้ ความคิดของกระผม ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญและเข้ากับสภาวการณ์ปัจจุบันได้ดีที่สุด เป็นการจัดทำงบประมาณที่บ่งชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลนี้ได้เข้าใจสภาพสังคม เศรษฐกิจและการเมืองเป็นอย่างดี นั่นคือ

- ในข้อ 4 งบรายจ่ายอื่น ของสำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่ได้จัดงบประมาณในส่วนของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานโครงการช่วยเหลือด้านการเงินแก่ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจและปัญหาภายในประเทศ เป็นจำนวน 122,750,000.- บาท (ร้อยกว่าล้านบาท)

ซึ่งผมเห็นใจท่านนายกรัฐมนตรีมาก เพราะถือว่าท่านเข้ามาบริหารประเทศในช่วงที่วิกฤติ แล้วถือได้ว่าวิกฤติจริง ครับ ท่านเข้ามาบริหารประเทศท่ามกลางวิกฤติที่เป็นผลมาจากการกระทำของการบริหารงานที่ผิดพลาดที่ผ่านมา ซึ่งผมจะไม่ขอกล่าวพาดพิงบุคคลใดเป็นที่ทราบกันดีอยู่

ดังนั้น ค่าใช้จ่ายเพื่อวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจและปัญหาภายในประเทศเป็นเรื่องที่น่ายินดี แทนพี่น้องประชาชนผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว ที่รัฐบาลชุดนี้ได้ให้ความสำคัญเป็นอันมาก

ในเขตพื้นที่ของกระผม คือ จังหวัดกระบี่ และจังหวัดรอบข้างในฝั่งอันดามัน ไม่ว่าจะเป็นภูเก็ต ระนอง พังงา สตูล ต้องยอมรับครับว่าพี่น้องผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจและปัญหาภายในประเทศมากครับ ถ้ารัฐบาลไปช่วยเหลือย่อมที่จะทำให้มีการลดภาวะผลกระทบได้อย่างแน่นอน

ท่านประธานครับ พี่น้องประชาชนในพื้นที่ของกระผม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยว พี่น้องประชาชนได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก หากการท่องเที่ยวมีการพัฒนาจนเกิดความเจริญรุกหน้า เข้มแข็งขึ้น หลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ ที่ประโยชน์สุขก็จะเกิดกับพี่น้องประชาชน นักท่องเที่ยวมาก เศรษฐกิจโดยภาพรวมทั้งหมดก็จะดีขึ้นตามลำดับ ผลจึงเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่ได้จัดงบประมาณ ดำเนินการช่วยเหลือด้านการเงินแก่ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจและปัญหาภายในประเทศ ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง

ท่านประธานครับ เหตุผลที่ผมขอปรับลดงบประมาณ ขอกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 2% เหตุเพราะว่าผมติดใจในประเด็นการจัดสรรงบประมาณของสำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยวในงบรายจ่ายอื่น เช่น ค่าจ้างที่ปรึกษาในด้านต่าง เช่น

- ค่าจ้างที่ปรึกษาด้านมาตรฐานบริการท่องเที่ยว

- ค่าจ้างที่ปรึกษาด้านมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยว

- ค่าจ้างที่ปรึกษาเพื่อจัดทำแผนพัฒนาตามแหล่ง ท่องเที่ยวตามเส้นทางท่องเที่ยวตามเส้นทางเลียบฝั่ง แม่น้ำโขง

- ค่าจ้างที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาศูนย์ข้อมูลกลางด้านแหล่ง ท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

- ค่าจ้างที่ปรึกษาด้านการรักษาความปลอดภัยและ ให้บริการแก่นักท่องเที่ยว

ผมเห็นว่าเป็นงบประมาณที่ตั้งไว้มากเกินความจำเป็นเพราะผมยังมีความคิดว่าศักยภาพของข้าราชการของคณะกรรมการต่าง ที่เกี่ยวกับท่องเที่ยว รวมทั้งฝ่ายการเมืองยังมีศักยภาพเพียงพอบางกรณีไม่จำเป็นต้องจ้างที่ปรึกษาด้วยซ้ำ เช่น

- ค่าจ้างที่ปรึกษาด้านการรักษาความปลอดภัยแก่ นักท่องเที่ยว พี่น้องตำรวจของเรายังมีศักยภาพน่าจะ

มีคำปรึกษาในด้านนี้ได้ ซึ่งรวมค่าจ้างที่ปรึกษาต่าง แล้ว รวม 32,950,000.- บาท

ผมคิดว่าน่าจะนำไปจัดทำโครงการอื่น ที่เป็นประโยชน์ เช่นการทำภาพยนตร์ อาจใช้ทำภาพยนตร์สั้นหรือยาวก็ได้ที่เกี่ยวข้องกับสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ที่สวยงาม เพื่อนำไปประชาสัมพันธ์ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งหากทำอย่างจริงจังและเป็นระบบ น่าจะเป็นการเพิ่มศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเมืองไทยเป็นอย่างมาก

สุดท้าย ผมในฐานะผู้แทนของพี่น้องประชาชนผมขอให้กำลังใจท่านนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในการบริหารราชการบ้านเมือง เพื่อให้สำเร็จลุล่วงตามที่นายกรัฐมนตรีได้ตั้งเป้าหมายไว้ ผมเชื่อในความซื่อสัตย์ สุจริต ความมุ่งมั่น ความตั้งใจ ความสามารถ ของท่านนายกรัฐมนตรี ที่จะนำพาประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้น ผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและในฐานะที่แท้จริงคือราษฎร จะขอช่วยเหลือและสนับสนุนการบริหารประเทศของท่านนายกรัฐมนตรีโดยยึดประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชนเป็นที่ตั้ง ขอบคุณครับ

วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2552

สส.สาคร เกี่ยวข้อง พบปะพี่น้องสาธารณสุข จังหวัดกระบี่ และจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ



19 สค 2552
สมาคมวิชาชีพสาธารณสุข ยื่น 2 พรบ.เป็นวาระเร่ง

ตัวแทนสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข ยื่นหนังสือเรียกร้องให้นำร่าง พระราชบัญญัติ เกี่ยวกับสาธารณสุข 2 ฉบับเป็นวาระเร่งด่วน หลังเคยเรียกร้องมาก่อนหน้านี้ แต่ยังไม่มีการพิจารณา

กลุ่มตัวแทนผู้ประกอบวิชาชีพสาธารณสุข 76 จังหวัดทั่วประเทศ นำโดย นายไพศาล บางชวด นายกสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข เดินทางมาที่รัฐสภา เพื่อยื่นหนังสือต่อนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นากยกรัฐมนตรี ให้เร่งผลักดันร่าง พระราชบัญญัติส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคแห่งชาติ และ พระราชบัญญัติวิชาชีพการสาธารณสุข เข้าเป็นวาระเร่งด่วน ซึ่งก่อนหน้านี้สมาคมเคยยื่นเรื่องให้เร่งรัดพระราชบัญญัติดังกล่าวมาแล้วแต่ยังไม่มีการพิจารณา

โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ออกไปรับหนังสือ และรับปากที่จะเร่งดำเนินการ ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมยืนยันว่า การเดินทางมาครั้งนี้ไม่ใช่การประท้วง แต่เป็นการแสดงออกของตัวแทนสาธารณสุขจำนวนมาก จึงทำให้การจราจรติดขัด แต่เมื่อได้ยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีแล้วได้ดินทางกลับทันที
ในการเดินทางมาครั้งนี้ของพี่น้องชาวสาธารณสุขทั่วประเทศรวมพี่น้องชาวสาธารณสุขจังหวัดกระบี่ด้วย
สส.สาคร เกี่ยวข้อง ได้ออกมาพบปะพี่น้องสาธารณสุขอย่างเป็นกันเองและได้สอบถามถึงปัญหาความเดือดร้อนและแนวทางที่จะได้ช่วยผลักดันกฎหมาย 2 ฉบับดังกล่าวต่อไป

วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2552

บอกข่าวเล่าเรื่อง ตอนที่ 3

โครงการนี้คืออะไร
โครงการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพให้แก่ผู้สูงอายุ ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เดือนละ 500 บาท
หลักการและเหตุผล

เพื่อสร้างหลักประกันรายได้เป็นการตอบแทนการทำงานหนักมาตลอดชีวิตให้แก่ผู้สูงอายุอย่างเป็นระบบ และกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ

ผู้ได้รับผลประโยชน์

ผู้สูงอายุสัญชาติไทย ที่มีอายุ 60 ปี บริบูรณ์ขึ้นไป โดยเป็นผู้ที่เกิดก่อนวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2492 และต้องไม่เป็นผู้ได้รับสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์อื่นใดจากหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

วิธีการดำเนินการ

รัฐบาลให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สูงอายุ จัดทำทะเบียนประวัติ และรายชื่อให้แก่กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อโอนเงินให้แต่ละเขตการปกครองโดยโอนเงินหรือจ่ายเงินสดผ่านบัญชีธนาคารให้กับผู้สูงอายุเป็นรายเดือน เดือนละ 500 บาท

กำหนดการดำเนินงาน

ผู้สูงอายุจะได้รับเบี้ยยังชีพ ตั้งแต่เดือนเมษายน 2552 เป็นต้นไป

ติดต่อผู้รับผิดชอบ

กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย โทร. 0-2241-9000 หรือ www.thailocaladmin.go.th

วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2552

บอกข่าวเล่าเรื่อง ตอนที่ 2

โครงการที่จะนำมาเล่าให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบในวันนี้คือโครงการเรียนฟรี 15 ปี ซึ่งเป็นอีกโครงการหนึ่งที่รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับ การศึกษา เหตุผลเพราะว่าการศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้มีการพัฒนาไปในทุกๆด้าน อนาคตของเด็กเยาวชนหากมีการส่งเสริมและช่วยเหลือทางด้านการศึกษาก็ย่อมที่จะนำพาประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นโยบายเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ ตั้งแต่อนุบาลไปจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย ของกระทรวงศึกษาธิการด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๔๙ ได้บัญญัติว่าบุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาไม่น้อยกว่าสิบสองปี ที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายและพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๑๐ วรรค ๑ บัญญัติว่าการจัดการศึกษาต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึง และมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายซึ่งเป็นข้อกำหนดที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบกับคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ได้กำหนดเป็นนโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มดำเนินการตามเจตนารมณ์ดังกล่าวในปีแรก โดยกำหนดไว้ใน ข้อ ๑.๓ การลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ข้อ ๑.๓.๑ ว่าให้ทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาฟรี ๑๕ ปี โดยสนับสนุนตำราในวิชาหลักให้แก่ทุกสถานศึกษา จัดให้มีชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียนฟรีให้ทันปีการศึกษา ๒๕๕๒ และสนับสนุนค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เพื่อชดเชยรายการต่าง ๆ ที่สถานศึกษาเรียกเก็บจากผู้ปกครองอีกทั้งนโยบายของรัฐด้านการศึกษา ข้อ ๓.๑.๔ กำหนดว่า จัดให้ทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาฟรี ๑๕ ปี ตั้งแต่อนุบาลไปจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการให้เกิดความเสมอภาคและความเป็นธรรมในโอกาสทางการศึกษาแก่ประชาชนในกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ทั้งผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพผู้อยู่ในสภาวะยากลำบาก ผู้บกพร่องทางร่างกายและสติปัญญา และชนต่างวัฒนธรรม รวมทั้งยกระดับการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กในชุมชน

โครงการนี้คืออะไร

โครงการสนับสนุนให้นักเรียนทุกคนเรียนฟรี 15 ปี ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงระดับ ม. 6

หลักการและเหตุผล

เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้นักเรียนทุกคนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม อีกทั้งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง เป็นการเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศ

ผู้ได้รับผลประโยชน์

นักเรียนในสายสามัญและอาชีพ ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวนกว่า 12 ล้านคน ใน 40,000 โรงเรียนทั่วประเทศ

วิธีการดำเนินการ

โอนงบประมาณผ่านสถานศึกษาและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เป็นค่าหนังสือ เครื่องแบบนักเรียนอุปกรณ์การเรียน และค่าใช้จ่ายกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โดยนักเรียน / ผู้ปกครองรับเงินสด สำหรับค่าเครื่องแบบนักเรียนคนละ 2 ชุด และอุปกรณ์การเรียนคนละ1 ชุด

กำหนดการดำเนินงาน

ให้เสร็จสิ้นภายใน 16 พฤษภาคม 2552 (ก่อนเปิดเทอมปีการศึกษา 2552)

ติดต่อผู้รับผิดชอบ

สำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ โทร. 0-2280-2935, 0-2281-1956, 0-2282-1319 และ 0-2288-5853 www.obec.go.th

เรียนฟรี 15 ปี

งบประมาณ: 19,001 ล้านบาท

เบิกจ่ายไปแล้ว 15,742 ล้านบาท

โครงการมีการเบิกจ่ายคิดเป็นร้อยละ 57 ของงบประมาณที่จัดสรรสู่สถานศึกษา

วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

บอกข่าวเล่าเรื่อง ตอนที่ 1

สส.สาคร เกี่ยวข้อง ได้บอกข่าวเล่าเรื่องว่าอยากให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบนโยบายที่ดี ในโครงการต่าง ๆ นั้น เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้รับทราบถึงที่ไปที่มาและมีส่วนร่วมในโครงการต่างๆ ของรัฐบาล วันนี้ได้มีโครงการที่ดีที่จะมาบอกกล่าวกับพี่น้องประชาชนคือโครงการ ต้นกล้าอาชีพ เป็นโครงการที่รัฐบาลต้องการฝึกอาชีพและสร้างงานให้กับพี่น้องประชาชนที่ว่างงาน หรือพี่น้องที่กำลังจะถูกเลิกจ้าง และนักศึกษาที่จบใหม่เป็นจำนวน 500,000 คน ซึ่งถือได้ว่าเป็นโครงการที่ดีที่จะต้องบอกกล่าวให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบ





โครงการนี้คืออะไร
โครงการฝึกอบรมอาชีพและสร้างงานให้แก่ผู้ว่างงาน ผู้กำลังจะถูกเลิกจ้างงาน และนักศึกษาจบใหม่จำนวน 500,000 คน
หลักการและเหตุผล
เพื่อลดปัญหาการว่างงานอันเนื่องมาจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจหดตัว อีกทั้งเป็นการสนับสนุนการสร้างอาชีพอิสระ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับฐานรากในชุมชน
ผู้ได้รับผลประโยชน์
ผู้ว่างงาน ผู้กำลังอยู่ในข่ายจะถูกเลิกจ้างงาน และนักศึกษาจบใหม่ รวมทั้งสิ้น 500,000 คน โดยใน 6 เดือนแรก จนถึง 30 กันยายน 2552 จะให้บริการได้ 240,000 คน
วิธีการดำเนินการ
จัดฝึกอบรมความรู้พื้นฐานและความสามารถในการประกอบอาชีพ โดยผู้เข้ารับฝึกอบรมจะได้รับเบี้ยเลี้ยงระหว่างอบรมไม่เกิน 1 เดือนและเงินอุดหนุนเพื่อประกอบอาชีพเป็นเวลาไม่เกิน 3 เดือน จำนวน 4,800 บาท/คน/เดือน รวมถึงค่าเดินทางอีกจำนวนหนึ่ง
กำหนดการดำเนินงาน
ระยะแรก ลงทะเบียนตั้งแต่ 18 มี.ค. 2552 จำนวน 240,000 คน ระยะที่สอง ลงทะเบียนตั้งแต่ ก.ย. 2552 จำนวน 260,000 คน
ติดต่อผู้รับผิดชอบ
สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีสายด่วน 1111
www.tonkla-archeep.com
ต้นกล้า อาชีพ
งบประมาณ: 6,900 ล้านบาท
เบิกจ่ายไปแล้ว 1,831.3 ล้านบาท
มีผู้เข้าร่วมโครงการแล้วทั้งสิ้น 172,939 คน

วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

สส.สาคร เกี่ยวข้อง ได้เข้าร่วมสัมมนา โครงการการเสริมสร้างและเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจทางการเมืองการปกครอง


สส.สาคร เกี่ยวข้อง ได้เข้าร่วมสัมมนา โครงการการเสริมสร้างและเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจทางการเมืองการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแก่ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและผู้ปกครองท้องที่ โดยความร่วมมือของ รัฐสภา กระทรวงมหาดไทย สถาบันพระปกเกล้า ในการนี้ ได้พบปะกับพี่น้อง ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่มาจากจังหวัดกระบี่ด้วย

สส.สาคร เกี่ยวข้อง ทำหนังสือถึง รมว.วัฒนธรรม ให้เร่งตรวจสอบเปลือกหอยโบราณ